ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

อยากดี

๒๒ เม.ย. ๒๕๖๖

อยากดี

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๙๘. เรื่อง “ปัญหากับแม่ค่ะ”

ตอบ : นี่ปัญหาแม่นะ เขาเขียนมาปัญหามากมายเลย ปัญหาในบ้านของเขา ปัญหาเรื่องพ่อเรื่องแม่ พอเรื่องพ่อเรื่องแม่ เขาบอกว่า พ่อแม่ไม่เป็นธรรม พ่อแม่ไม่รักใครจริง แล้วพ่อแม่เห็นแก่ตัว นี่พูดอย่างนั้นเลย

ฉะนั้น นี่เป็นความเห็น ถ้าเป็นความเห็นเรื่องปัญหาในครอบครัวมันร้อยแปดพันเก้า ถ้าร้อยแปดพันเก้า แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนไว้ กตัญญูกตเวที พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ท่านให้ชีวิตนี้มา

เหมือนเปรียบว่า ให้ชีวิต ให้เลือดเนื้อเชื้อไขมา ส่งเสียเล่าเรียนการศึกษามา นี้คือบุญคุณ เราต้องมีกตัญญูกตเวทีกับท่าน

แต่ถ้าเป็นนิสัยใจคอมันเรื่องส่วนตัวไง ถ้าเรื่องส่วนตัวมันแต่ละบุคคล

ถ้าเราไปเจอพ่อแม่ที่ดีงาม เห็นไหม พ่อแม่ที่มีลูกติดเตียง มีลูกที่พิการ พ่อแม่ทุ่มเททั้งชีวิตเลยนะ พ่อแม่จะยากจนทุกข์จนเข็ญใจขนาดไหน เขาก็หามาเพื่อดูแลลูกของเขา เขารักของเขา แล้วเวลาคนแก่เฒ่าขึ้นมา เวลาเขาให้สัมภาษณ์ไง ไม่รู้ว่าลูกจะตายก่อนหรือแม่จะตายก่อน เขาห่วงว่า ถ้าเขาตายไปก่อน ลูกที่พิการติดเตียงจะอยู่กับใคร แล้วใครจะดูแลลูกเขา เขาเป็นทุกข์เป็นยากมากเลย นี่ถ้าพ่อแม่ที่เป็นธรรม น่าเห็นใจมาก เพราะดูแลลูกที่พิการ ที่ติดเตียง แล้วพ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวๆ พ่อแม่ที่ว่าท้องไม่พร้อม เอาลูกไปทิ้งถังขยะ เอาลูกไปทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล มันร้อยแปด นี่มันกรรมของสัตว์

มันกรรมของสัตว์ หมายความว่า จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะๆ อดีตอนาคตนั่นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่ปัจจุบันนี้ ปัจจุบันนี้เราได้มาเกิดเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน ถ้าเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน ปัจจุบันนี้บุญคุณในขณะที่ให้ชีวิตนี้ นี่พระอรหันต์ของลูก แต่มันไม่ได้เป็นพระอรหันต์โดยข้อเท็จจริงไง

ถ้ามันเป็นพระอรหันต์โดยข้อเท็จจริง บุคคล ๔ คู่ ถ้าถึงคู่สุดท้ายแล้ว ถ้าเป็นพระอรหันต์ ถ้าจิตที่เป็นพระอรหันต์แล้วสติวินัย เขาจะรู้ทันในหัวใจของเขา เขาจะเป็นคนดีในหัวใจของเขา แต่นิสัยดั้งเดิมก็ยังมีอยู่ ถ้ายังมีอยู่ เห็นไหม

ฉะนั้นจะบอกว่า อย่างใดก็แล้วแต่ เขาก็เป็นพ่อและเขาก็เป็นแม่ ถ้าเป็นพ่อแม่ๆ อย่างไรๆ เราก็ต้องทดแทนคุณ

แต่ไอ้เรื่องที่ว่าเราอยู่ในบ้าน แล้วเรากดดันตัวเราเอง เราต้องแก้ไขที่ใจของเรา เราพยายามแก้ไขที่ใจของเรา เพราะนั่นคือแม่ แล้วก็ดูแลตามหน้าที่ของเรา แม่ก็คือแม่ไง

สิ่งที่ว่าเวลาพระโมคคัลลานะ ในสมัยก่อนพุทธกาลนั้นยาวไกล พระโมคคัลลานะ แม่เป็นแม่ตาบอดเลี้ยงพระโมคคัลลานะมา แล้วอยากให้มีคู่มีครอง ไปขอผู้หญิงให้ ลูกชายไม่ต้องการๆ

แต่ถึงเวลาแล้วเวลาลูกได้ลูกสะใภ้มา ลูกสะใภ้มา แม่ตาบอดไง ก็เอาข้าวเที่ยวทิ้งเรี่ยราดไปหมด บอกว่าแม่เป็นปัญหามาก แม่เป็นปัญหามาก

สุดท้ายแล้วพระโมคคัลลานะก็บอกว่าจะเอาแม่ไปฝากบ้านญาติ แล้วเอาไปแล้ว ไปถึงก็ว่าโจรมาแล้วก็ทุบแม่ๆ

ไอ้แม่บอกว่าลูกหนีๆ ไม่ต้องห่วงแม่นะ

ได้สติ นึกได้ กลับมา บอกไอ้โจรถอย

ก็เขานั่นแหละ แล้วกลับมาดูแลแม่ แม่เจ็บป่วยมาก แล้วก็ตาย

เราบอกว่า ถึงเวลานะ มันมีลูกสะใภ้ มันมีคนข้างเคียง ไอ้คนนี้มาพูดกรอกหูร้อยแปด แต่เราก็ต้องดูแลหัวใจของเรา

พ่อแม่ก็คือพ่อแม่ไง ถ้าเราได้พบพ่อแม่ที่เป็นธรรม พ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกห่วงหลาน พ่อแม่ที่ใจเป็นธรรม ความรักที่สะอาดบริสุทธิ์คือความรักของพ่อของแม่ รักที่ไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้าเป็นจริตเป็นนิสัยมันมี ถ้ามีแล้วเราก็แก้ไขของเรา แก้ไขที่ใจของเรา

ให้ดูตัวอย่างนะ พระพุทธเจ้าไง เวลาพระพุทธเจ้าออกบวช พ่อแม่เหมือนกัน แม่ท่านเสียชีวิตไปก่อน เวลาพ่อทุกข์จนเจ็บช้ำน้ำใจมาก เพราะอะไร เพราะปรารถนาให้ลูกเป็นจักรพรรดิ แล้วภรรยาล่ะ แล้วลูกล่ะ แต่สุดท้ายแล้วท่านก็ไปประพฤติปฏิบัติของท่านจนท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นศาสดา เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เราจะบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีพ่อ มีภรรยา มีบุตร ที่เป็นภาระที่เป็นหน้าที่ แต่ท่านก็เสียสละของท่าน แล้วท่านก็เพื่อจะเอาผลประโยชน์ของจักรวาล ผลประโยชน์ของโลกที่มันยิ่งใหญ่

ท่านทั้งแบกรับภาระปัญหาในครอบครัว แล้วท่านก็ต้องพยายามเอาตัวท่านพ้นจากกิเลสไป แล้วตัวท่านก็ยังเป็นผู้ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์

นี่พูดถึงว่าให้ดูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง แล้วเรารักษาหัวใจของเรา

นี่พูดถึงเรื่องปัญหาพ่อแม่

ถาม : ข้อ ๒๘๙๙. เรื่อง “หลวงปู่มหาเขียน”

ฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัวหรือหลวงพ่อที่บอกว่า ไม่เคยมีข่าวหลวงปู่เขียนมาก่อน แต่เมื่อประชุมเพลิงและปรากฏเป็นพระธาตุ จึงสืบได้ความว่า ช่วงที่ป่วยติดเตียง หลวงปู่มหาเขียนฟังธรรมหลวงตาตลอด ซึ่งเป็นไปได้มากว่าหลวงปู่มหาเขียนจบกิจด้วยการฟังเทปหลวงตาหรือแนวทางถึงธรรมด้วยการฟังเทปทางอ้อม (ไม่ได้เจอหน้าครูบาอาจารย์โดยตรงเลย) เป็นไปได้แม้แต่ในฆราวาสธรรมดาทั่วไปไหมครับ

ตอบ : เป็นไปได้หมด เป็นไปได้หมด เป็นไปได้หมด เพราะอะไร

เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมมา ๒,๐๐๐ กว่าปีแล้ว กึ่งกลางพระพุทธศาสนา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่ได้เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาท่านประพฤติปฏิบัติจนสิ้นสุดแห่งทุกข์แล้ว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอนุโมทนากับหลวงปู่มั่นเลยล่ะ

เวลามันเป็นธรรมๆ แล้ว มันเป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจนั้น มันสำคัญยิ่งนัก

นี่ก็เหมือนกัน ไอ้ที่ว่าเคยฟังเทศน์หลวงตาพระมหาบัว

ท่านพูดเอง เมื่อก่อนนั้นท่านพูดบอกว่า ท่านเรียนรุ่นเดียวกับมหาเขียน มหาเขียน สมเด็จญาณฯ หลวงตา ท่านเป็นเพื่อนกัน แล้วเรียนมาด้วยกัน แล้วมหาเขียนกับสมเด็จญาณฯ ท่านเรียนต่อเนื่องไปจนจบ ๙ ประโยค หลวงตาท่านจบ ๓ ประโยค ท่านออกปฏิบัติ ท่านเป็นเพื่อนกันมาเลย

แล้วหลวงปู่มหาเขียนท่านได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ตอนที่ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัด ได้เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณแล้ว แล้วท่านจะออกประพฤติปฏิบัติไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านเล่า ท่านบอกว่าท่านรู้จักกันมา ลูกศิษย์ก็กลุ่มเดียวกัน แล้วเวลามหาเขียนท่านไปสร้างวัดของท่านแล้วที่กาฬสินธุ์ แล้วเวลาลูกศิษย์จะไปทอดผ้าป่าก็นิมนต์หลวงตาท่านไปด้วย ท่านก็ไปด้วย ท่านไปด้วยเพราะอะไร เพราะเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ลูกศิษย์คณะเดียวกัน ไปทอดผ้าป่าวัดของหลวงปู่มหาเขียน หลวงปู่มหาเขียนท่านก็ต้องเป็นคนเทศน์ เพราะเทศน์ฉลองผ้าป่าไง

ท่านก็นั่งฟังอยู่ ท่านบอกปริยัติทั้งนั้น ปริยัติคือว่าสิ่งที่ออกมาจากคำเทศน์ออกมาจากการศึกษา ออกมาจากความรู้ของทางโลก

ท่านพูดเองเลยล่ะ แล้วท่านเป็นเพื่อนกัน เห็นไหม

อาจารย์บุญมีนั่นน่ะ เราเคยอยู่ด้วยกันที่บ้านตาด นั่นแหละลูกศิษย์มหาเขียนเลย อาจารย์บุญมีนี่แหละเป็นคนเอาเทปส่งให้ๆ แล้วส่งให้ ท่านป่วย ท่านไปนอนอยู่ที่ขอนแก่นเกือบ ๒๐ ปี ฟังเทศน์อ๊อดๆๆ

มันจะดู ดูตรงนี้ ดูความเพียร ดูความเพียร ดูการประพฤติ ดูการปฏิบัติ ดูความจริงในหัวใจ

หลวงปู่มหาเขียนท่านเจ็บไข้ได้ป่วยนะ ท่านจะทำทางจงกรม เอาราวเป็นราวขึงไว้ แล้วท่านจะเกาะราวนั่นเดินจงกรม แล้วถ้าเดินจงกรมไม่ไหว ท่านจะให้ลูกศิษย์ประคองท่านเดินจงกรม นี่ความเพียร

เหตุไง เหตุที่ฟัง คนเราก็ฟัง ทุกคนก็ฟัง ฟังเทศน์หลวงตา ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ นอนกระดิกเท้าฟังเลยล่ะ นอนกระดิกเท้าเลย แล้วมีความสุข โอ๋ย! ฟังเทศน์ มีบุญมีกุศล แต่มันไม่ได้ทำ คือมันไม่เกิดมรรคในหัวใจไง

ถ้ามันเกิดมรรคในหัวใจ ท่านฟังเทศน์ของหลวงตาพระมหาบัว แล้วฟังเทศน์นั้นมันเป็นเทศน์ใช่ไหม ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเทศนาว่าการเทวดา อินทร์ พรหม มันฟังแล้วมันมีเหตุมีผล มันมีสารตั้งต้น มันมีเหตุฉุกคิด มันมีเหตุให้ได้กระทำ พอมันฉุกคิด มีการกระทำ ปัญญามันเกิดแล้ว ปัญหาของตัวเองเกิด

อาศัยคำเทศน์นั้นเป็นต้นเหตุให้ตนเองเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากในหัวใจ

จะเป็นพระอรหันต์ต้องภาวนามยปัญญา คือมรรค ๘ เท่านั้น

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า แม้แต่ฆราวาส มันก็เป็นไปได้ใช่ไหม

ยิ่งกว่าได้ แต่มันได้จริงหรือเปล่า มันจะทำได้จริงหรือเปล่า มันทำหรือไม่ทำ แล้วทำขึ้นมามันเป็นสัญญา เป็นจินตนาการ หรือเป็นภาวนามยปัญญา

ถ้าเป็นสัญญา เป็นจินตนาการไม่ได้หรอก มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ถ้าเป็นความจริงๆ มันต้องเกิดภาวนามยปัญญาขึ้นมา มันจะเกิดความจริงของมันขึ้นมา ถ้าเกิดความจริงของมันขึ้นมา นั่นน่ะความจริง

ฉะนั้น บุคคล ๔ คู่ก็เป็นบุคคล ๔ คู่ อริยสัจมีหนึ่งเดียว หนึ่งเดียว หนึ่งเดียว

แล้วเวลาหลวงตาพระมหาบัว ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ ขณะ ขณะของใคร ขณะของใคร

“เราไม่ต้องมีขณะก็ได้” คือผิดพลาดไปแล้ว ผิดพลาดไปทั้งหมด ไม่มีร่องรอยอะไรเลย แล้วยังตั้งกลุ่มขึ้นมา “ของพวกเราไม่ต้องมีขณะก็ได้”

นี่มันลบล้างทั้งครูบาอาจารย์ ลบล้างทั้งอริยสัจ ลบล้างทั้งคำสอนพระพุทธเจ้า กล่าวตู่พุทธพจน์ทั้งหมดเลย

แต่ถ้ามันเป็นความจริง เห็นไหม เราเห็น เวลาหลวงตาท่านพูดถึงองค์ใด แล้วปฏิบัติอย่างใด แล้วเป็นจริงอะไรขึ้นมา มันเป็นจริงขึ้นมาได้ถ้าเราซื่อสัตย์ แล้วให้เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของบุคคลคนนั้น จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๐๐. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบเท้าหลวงพ่อ เมตตาช่วยเรื่องภาวนาแก่กระผมด้วย ตั้งแต่แรกมากระผมได้ถามหลวงพ่อมาแล้วตั้งแต่ ๒๕๕๖ ที่กระผมเรียนถามถึงการทำสมาธิในฝัน วันนี้กระผมขอกราบเรียนถามภาวนาเล็กน้อยเท่านั้นครับ

เมื่อผมพิจารณาตัวจิต กระผมเห็นจิตที่อาศัยอยู่ในภพ และผมพิจารณา ผมจึงเห็นว่า แท้จริงแล้วภพอันนี้ความจริงแล้วมันมีแต่ดั้งเดิม เพียงแต่ว่าจิตดวงนี้เท่านั้นที่เป็นผู้มาอาศัยอยู่เท่านั้น และเมื่อแยกจิตกับภพออกจากกัน จึงเห็นว่าภพกับจิตดวงนี้เป็นคนละส่วนกัน

ตอบ : เราอ่านแค่นี้พอ เพราะผิดตั้งแต่ต้น

ตัวจิตคือตัวภพ ตัวภพคือตัวจิต แล้วจะแยกจิต แยกภพ แยกต่างๆ อันนี้มันเป็นจินตนาการ คือมันจินตนาการขึ้นมา แล้วจะให้เรารับรองหรือว่าให้เราเห็นด้วย นั่นอีกเรื่องหนึ่งนะ

ฉะนั้นบอกว่า เริ่มต้นตั้งแต่ว่า ภาวนาในฝัน

เราบอกว่าในฝันมันไม่มีสติไม่มีปัญญา มันจะภาวนาได้อย่างไร ไอ้นี่จะเริ่มต้นภาวนาต่อเนื่องไปไง

แยกจิต แยกภพ เข้าใจต่างๆ ธาตุรู้ รู้ต่างๆ

กรณีการใช้ปัญญามันมีการผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา มันผิดพลาดเพราะอะไร เพราะภาวนามยปัญญา ปัญญาของเรายังไม่ถึงสัจจะความจริงหรอก ถ้าไม่ถึงสัจจะความจริง มันก็เป็นเรื่องสมุทัยเจือปนเข้ามา

ถ้าสมุทัยเจือปนเข้ามา ก็อยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ใครจะมีอำนาจวาสนามากและมีอำนาจวาสนาน้อยขนาดไหน

ถ้ามีอำนาจวาสนามาก มันก็ฉลาดมาก มันก็แก้ไขตัวเองได้

ถ้าไม่มีอำนาจวาสนา วาสนาน้อย ให้กิเลสมันขี่คอ กิเลสบังเงา แล้วก็อ้างธรรมโดยกิเลส เวลาพระที่ประพฤติปฏิบัติไง เวลาปฏิบัติจิตมันเจริญงอกงามขึ้นมาอย่างนี้ โอ้โฮ! เทศนาแจ้วๆๆ เลย เวลาจิตมันเสื่อม ถ้ามันยังตกอยู่ในกฎของอนิจจัง จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันตกอยู่ในกฎของอนิจจัง ตกอยู่ในกฎของกิเลสตัณหาความทะยานอยากทั้งสิ้น

ธรรมะๆ ธรรมะเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะทำได้มากได้น้อยขนาดไหนนั่นมันเป็นเรื่องของคนที่มีความซื่อ มีความสัตย์ มีความจริง และมีอำนาจวาสนา

ไม่มีอำนาจวาสนา จับพลัดจับผลูทั้งสิ้น

ถ้าเป็นความจริง มันจะเป็นความจริงขึ้นมา

นี่เขาถามว่า แล้วจะแก้ไขอย่างไร

พุทโธอย่างเดียว

จะไปไหนมาก็แล้วแต่ กลับมาพุทโธๆ ให้จิตมันสงบก่อน สงบแล้วมีสติปัญญามากน้อยขนาดไหนค่อยมาพิจารณาแยกแยะเอา ถ้าแยกแยะไม่ได้ เราก็กลับมาพุทโธๆ พุทโธของเราอยู่นั่นน่ะ

“แหม! พุทโธเป็นสมถะ พุทโธไม่ใช้ปัญญา พุทโธแก้กิเลสไม่ได้”

เออ! เอ็งภาวนาไม่เป็น เอ็งก็หัวหกก้นขวิดไปเถอะ

แต่ถ้าเอาจริง กลับมาพุทโธ จบ จบแล้ว

ถาม : ข้อ ๒๙๐๑. เรื่อง “นักภาวนาต้องทำอย่างใด เมื่อเลยกึ่งพุทธกาลนานพอควรแล้ว”

กราบนมัสการหลวงพ่อ หลวงปู่มั่นเป็นหลักสำคัญในการรื้อฟื้นการภาวนาในสมัยกึ่งพุทธกาล ครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ต่อๆ มา รวมถึงองค์หลวงตาพระมหาบัวก็รักษาสืบต่อคำสอนพุทโธมาอย่างหนักแน่น จนเมื่อสิ้นหลวงตาและเหลือครูบาอาจารย์แท้ๆ อยู่น้อยมากที่จะยังเป็นผู้คงสามารถเป็นหลักรักษาพุทโธนี้

แต่เมื่อมีคำกล่าวว่า “กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง” ย่อมตีความได้ว่า เมื่อสิ้นหลวงปู่มั่นและหลวงตาพระมหาบัวแล้ว ศาสนาจะเข้าสู่ยุคมืดอีกหนหนึ่งหรือไม่

กระผมและผู้แน่วแน่ในพุทโธ แต่ยังปีกอ่อน รุ่นลูกหลานเหลนควรทำเช่นไรท่ามกลางสถานการณ์ที่ของปลอมล้อมกรอบของแท้ครับ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : อันนี้เป็นเรื่องกรรมของสัตว์ กรรมของสัตว์ๆ เห็นไหม เพราะคนเรามันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากอยู่แล้ว แล้วกิเลสตัณหาความทะยานอยากมันต้องการได้หน้าได้ตา ได้ความยิ่งใหญ่

การปฏิบัติเพื่อสังคม การปฏิบัติเพื่อหน้าตา มันปฏิบัติไปทำไมกัน

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สอนอยู่แล้ว นี่ไง ทานที่สะอาด ทานที่บริสุทธิ์ ทานโดยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก กุศลทำให้เกิดอกุศล อกุศลทำให้เกิดกุศล

นี่ไง ทีแรกก็ว่าเป็นบุญๆ มันเป็นกุศล ทำไปทำมากิเลสมันยิ่งใหญ่กว่าก็เลยเป็นอกุศล

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน กึ่งพุทธกาล กึ่งพุทธกาลมันเป็นผลของวัฏฏะไง มันเป็นผลของธรรมะเป็นธรรมชาติๆ มันเป็นผลของธรรมชาติ ผลของวัฏฏะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ในพระไตรปิฎก กึ่งพุทธกาลศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง จะเจริญอีกหนหนึ่ง มันก็เป็นบุญกุศลของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นที่ท่านปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์เหมือนกัน ท่านก็จะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปข้างหน้า แต่ด้วยอำนาจวาสนาของท่าน ท่านมาใช้สติปัญญาของท่าน ท่านก็ลาความเป็นพระโพธิสัตว์ของท่าน แล้วท่านก็พยายามประพฤติปฏิบัติของท่าน เพราะกึ่งพุทธกาลมันมีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่แล้ว แล้วเพราะด้วยการได้สร้างอำนาจวาสนาสิ่งนั้นมา มันเป็นพื้นฐานที่ทำให้ไม่ฉ้อฉล ไม่ออกนอกลู่นอกทาง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาฬารดาบส อุทกดาบส พยากรณ์ว่า “มีความรู้เหมือนเรา มีปัญญาเหมือนเรา เป็นอาจารย์สอนได้”

เจ้าชายสิทธัตถะไม่ต้องการ ไม่เอาเลย เพราะมันมีกิเลสอยู่ในหัวใจ

หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นมีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่แล้ว แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติไป ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไม้บรรทัด มันยืนยันอยู่แล้ว แล้วเวลาท่านประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านพิจารณากายของท่านๆ แต่ไม่เห็นมันมีอะไรแปลกแตกต่างไปจากปุถุชนคนหนาเลย นี่หลวงปู่มั่นท่านสงสัย มันเป็นเพราะอะไร

นี่ไง เวลาท่านลาความเป็นพระโพธิสัตว์ของท่าน ท่านลาความเป็นพระโพธิสัตว์ของท่านแล้วมาประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลามันพิจารณากายนะ นี่การพิจารณากายด้วยอริยสัจ

การพิจารณากายโดยการถูๆ ไถๆ ของกิเลสมันเรื่องหนึ่ง การพิจารณาโดยอริยสัจ พิจารณาโดยความจริง มันตัดทอน มันสำรอก มันลาย คายความยึดมั่นถือมั่น มันคายความทุกข์ในใจ เออ! มันต้องอย่างนี้สิ นี่คนมีวาสนาไง

ไอ้พวกเรากึ่งพุทธกาล จับพลัดจับผลู ไอ้คนนั้นว่าอย่างนี้ ไอ้คนนี้ว่า

คนเขาว่า

กาลามสูตร เขาไม่ให้เชื่อ เขาให้เชื่อดูพฤติกรรม ดูการกระทำมันจริงหรือไม่จริง แล้วถ้ามันจริงขึ้นมา เห็นไหม เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านทำของท่านตามความเป็นจริง นี้ด้วยอำนาจวาสนานะ

ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้อง ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ แตกต่างจากพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลอย่างไร

แตกต่างกับพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลเพราะท่านปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา คำว่า อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา” ต้องสร้างอำนาจวาสนาบารมี เหมือนการปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมีความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องสร้างสมบุญญาธิการเป็นพระโพธิสัตว์ๆ ต่อเนื่องๆ ไป จนกว่าจะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งชี้ พยากรณ์ไง ชี้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปในสมัยนั้น ชื่อนั้นๆ แน่นอนเลย นั่นน่ะกลับไม่ได้

สิ่งที่ว่าพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะแตกต่างกับพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลอย่างไร

แตกต่างกับพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล เพราะได้สร้างอำนาจวาสนามากกว่า เพราะได้สร้างอำนาจวาสนามา คือได้สร้างสมบุญญาธิการมาถึงได้มาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา

พระอรหันต์แต่ละองค์ๆ ก็สร้างสมบุญญาธิการมา เพราะเอตทัคคะ ๘๐ องค์ พระสีวลีเลิศในลาภ ท่านก็ได้สร้างในทานของท่านมา องค์ใดจะเลิศในทางใด เขาก็ได้สร้างของเขามา เพราะเขาสร้างของเขามา เขาถึงมาเป็นของเขาอย่างนั้น แต่ถ้าไม่ได้สิ้นกิเลสก็ไม่ได้เป็น

ฉะนั้น ในสมัยพุทธกาล สมัยกึ่งพุทธกาลพระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้เอง แล้วเราก็เกิดมาเจอไง

ฉะนั้นบอกว่า มันจะตื่นเต้น

ตื่นเต้น มันก็เป็นผลของวัฏฏะ เพราะทำให้เรามาเกิดในยุคนี้ แล้วเราก็ร้อยปีกันหมดน่ะ เราก็ตายหมด ฉะนั้น สิ่งที่ตายหมด มันก็อยู่ที่สังคมนี่ไง สังคมที่ว่า สังคมถ้ามันมีคนจิตใจหนักแน่น ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ไม่เป็นกระต่ายตื่นตูม มันก็ไม่คล้อยตามไปกับเขา แต่ถ้ามันกระต่ายตื่นตูม มันคล้อยตามไปกับเขา มันก็กรรมของสัตว์ไง

ไอ้นี่ผลของวัฏฏะนะ นี่ผลของวิทยาศาสตร์ไง ถ้าผลของบวิทยาศาสตร์มันเป็นแบบนี้ แต่เราเกิดมาในท่ามกลางกึ่งพุทธกาล เราเกิดมาอย่างนั้น เราก็ต้องรักษาใจของเราเองไง

ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ ก็รื้อหัวใจของเรา แล้วถ้ามันจะรื้อหัวใจของเรา มันก็ต้องมีอริยสัจขึ้นมาในใจของเรา

ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผล มันก็ต้องเอาใจของเรานี่แหละเป็นผู้ที่กระทำ แล้วถ้าใจของเราเป็นผู้กระทำ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาก็เป็นใจจริงของเรา แล้วไปห่วงใคร ห่วงเรานี่แหละ เราจะจริงมากจริงน้อยขนาดไหน นั่นเป็นข้อเท็จจริง

ถาม : ข้อ ๒๙๐๒. สอบถามครับ อยากได้หนังสือไปศึกษาเพิ่มเติม ต้องรายงานอย่างไรครับ ขายตามทั่วไปแพงมากครับ ผมเป็นพระบวชใหม่ที่อีสานครับ

ตอบ : ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่เท่านั้นแหละ ติดต่อที่เจ้าหน้าที่เขา แล้วถ้าเขาเห็นว่าความเป็นธรรม เพราะมันมีคนเอาไปซื้อไปขาย ที่ว่ามันแพงมากนี่แหละ ถึงไม่แจกไง

เวลาแจก เจ้าหน้าที่เราแจกก็ต้องคอยระวังไอ้พวกเวียนเทียน ไอ้พวกที่เอาไปขายเป็นสินค้า

เพราะหนังสือนี้เขาทำมาเพื่อหัวใจของคน เขาไม่ได้ทำมาเพื่อเงินทอง ไม่ได้ทำมาเพื่อยิ่งใหญ่ ไม่ได้ทำมาสิ่งใดทั้งสิ้น

กึ่งพุทธกาลนี่ไง กึ่งพุทธกาลคนเรามันเหลวไหล ฉ้อฉล

หลวงตาสั่งเราไว้เอง หลวงตาบอกว่า “ไอ้หงบ หนังสือกับเทปสำคัญนะ”

สิ่งที่ทำอยู่นี้หลวงตาสั่งไว้ แล้วพอเราทำ พอถึงเวลาแล้ว เออ! ใช่ เพราะอะไร เพราะประวัติครูบาอาจารย์ ใครอ่านแล้วมันมีร่องมีรอยของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง

ไอ้พวกหน้าด้านมันอาย ไอ้พวกหน้าด้านมันก็อาศัยอารมณ์ตามความพอใจของมันจะทำไง

ฉะนั้น เวลามีหนังสือไป เพราะหลวงตาสั่งไว้ว่าหนังสือนี้สำคัญมากนะ ท่านฝากไว้ให้เราทำ ท่านพูดไว้เลยกับเราตัวต่อตัว

ที่ทำๆ อยู่นี่เพราะหลวงตาสั่งไว้ แล้วเราก็ทำไว้

กับคำขอหนังสือนี้ กับไอ้กึ่งพุทธกาล มันเป็นอันเดียวกัน ทำไว้เพื่อประโยชน์กับสังคม ทำไว้เพื่อประโยชน์ของโลกที่เขาศึกษาค้นคว้า เพราะมันมีของจริงอยู่ มันมีหลวงปู่ขาว มีหลวงปู่แหวน มีหลวงปู่พรหม มีหลวงปู่ฝั้น มีหลวงปู่ลี พระอรหันต์ทั้งนั้นน่ะ พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย มีตัวมีตนนะ มีจริงๆ นะ แล้วมีประวัติด้วยนะ สืบได้เลย

ให้พวกหน้าด้านมันได้อายบ้าง ไอ้พวกเอาสีข้างเข้าถูน่ะ

กึ่งพุทธกาลประชาชนเขายังห่วงใยเลย

พระหัวโล้นๆ หน้าด้าน จบ

ถาม : ข้อ ๒๙๐๓. เรื่อง “วิธีการแก้ไขความผิดในวัด”

เรียนสอบถามท่านอาจารย์ หนูไปปฏิบัติธรรมที่วัดมาเจ้าค่ะ ได้ช่วยเขาทำครัว แล้วหัวหน้าแม่ครัวเขาตักน้ำขิงให้ทาน วันหลังจากนั้นหนูก็ตักทานเองหลังทำกับข้าวเสร็จ บางทีก็นั่งทานรอตอนก่อนพระฉันเช้าก็มี ถามเขา เขาบอกทานได้

น้ำขิงเขาต้มไว้ถวายพระ ตักถวายพระส่วนหนึ่ง แล้วที่เหลือในหม้อก็น่าจะไว้ทานกันเองระหว่างวัน ถือว่าเป็นของสงฆ์ เป็นเงินของสงฆ์ซื้อ

เพิ่งได้ฟังพระเล่าว่า เหตุการณ์คล้ายๆ นี้ ญาติพระเจ้าพิมพิสารได้ทำอาหารที่วัด แล้วทานของสงฆ์ก่อนถวายสงฆ์ แล้วต้องไปเกิดเป็นเปรตอยู่ ๙๒ กัป ก็เหมือนที่หนูได้ทานมาเลยเจ้าค่ะ หนูไม่ได้มีเจตนาขโมย เขาบอกว่าทานได้ หนูก็ไม่ได้คิดอะไร

แบบนี้มีวิธีการแก้ไขบ้างไหมคะ ถ้าซื้อน้ำขิง น้ำตาล ไปถวายชำระหนี้สงฆ์ บาปตรงนี้จะหายไปไหมเจ้าคะ น้อมกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ

เรียนถามพระอาจารย์ กำลังปฏิบัติเพื่อพระนิพพานอยู่เจ้าค่ะ ไม่ค่อยได้เคยไปวัด รู้สึกว่าบาปง่ายมากเลย ตอนแรกอยากบวช ชอบอยู่วัด ตอนนี้รู้สึกว่าอยู่วัดตกนรกง่ายมาก ถ้าไปอยู่วัดอาจจะตกภูมิไม่ดี อยู่ปฏิบัติเป็นฆราวาสอาจจะปลอดภัยกว่า อย่างน้อยพระโสดาบันก็อาจจะไม่เกินเอื้อม กราบน้อมถวายเมตตาท่านอาจารย์เจ้าค่ะ

ตอบ : เวลาพูดมันพูดได้ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลาข้อเท็จจริงมันเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่

ฉะนั้น ไอ้คำที่เขียนมานี่ คำที่โยมเขียนมานี่โยมเข้าใจผิด

ถ้าโยมจะเข้าใจถูกต้องนะ สิ่งที่โยมทำมาน่ะถูกต้อง แต่สิ่งที่พระท่านเล่าๆ นั่นน่ะท่านเล่าในเหตุการณ์อย่างนั้น แต่มันไม่เป็นข้อเท็จจริงแบบที่โยมเป็น

อย่างที่โยมเป็น ที่โยมบอกว่า ได้ไปช่วยแม่ครัวที่วัด หัวหน้าแม่ครัวเขาตักน้ำขิงให้ทาน หลังจากวันนั้นหนูก็ตักทานเองเมื่อเสร็จทำกับข้าว บางทีทานรอตอนพระฉันเช้า ถามเขา เขาบอกว่า น้ำขิงเขาต้มไว้ถวายพระ ตักถวายพระส่วนหนึ่ง แล้วที่เหลือหม้อเขาจะให้ทานกันเองระหว่างนั้น ถือว่าเป็นของสงฆ์หรือเป็นเงินสงฆ์

ถือว่าเป็นของสงฆ์ ใช่ เป็นของสงฆ์ แต่สงฆ์ในวัดนั้นเขาเอาเงินสงฆ์นั้นมาบริหารจัดการเรื่องภายในวัดนั้น ถ้าเขาบริหารกิจของสงฆ์ภายในวัดนั้น สิ่งที่เอาเงินของสงฆ์ไปซื้อน้ำตาล ไปซื้อขิงมาต้มเพื่อถวายพระ แล้วสิ่งที่เหลือ

“สิ่งที่เหลือ” ฟังตรงนี้นะ สิ่งที่เหลือมันเป็นกติกา มันเป็นเรื่องของกรรมการวัดหรือคณะสงฆ์นั้นบอกว่า สิ่งที่ตักถวายพระนั้นถวายส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือให้ประชาชนได้กินได้ดื่มด้วยกัน มันถูกต้องชอบธรรม มันเป็นบาปตรงไหนล่ะ

โง่หรือฉลาดมันอยู่ที่หัวหน้า อยู่ที่คณะสงฆ์

คณะสงฆ์ ของของสงฆ์ เวลาเขาถวายสังฆทานเป็นของของสงฆ์ เวลาของของสงฆ์ เขาเรียกว่าอุปโลกน์ สิ่งนี้เป็นของของสงฆ์ เป็นของกลาง ขอถวายพระเถระ ถวายพระมหาเถระ พระเถระ พระ สามเณร แล้วที่เหลือคฤหัสถ์ นี่มันถูกต้อง

ถ้าทำให้มันถูกต้อง มันถูกต้อง ธรรมและวินัยนี้ไม่ทำร้ายใคร ธรรมและวินัยนี้มีแต่เชิดชู แวววาวในการผู้ที่ประพฤติปฏิบัติถูกต้องชอบธรรม

ถ้าหัวหน้า เห็นไหม เวลาโครงการช่วยชาติฯ โอ๋ย! โรงทานเต็มไปหมดเลย เขามาทำไมน่ะ เขาเอามาเพื่อแจกทาน สิ่งที่เขาทำแล้ว สิ่งที่เขาถวายพระเขาจะเอาไปถวายพระ

ถ้าถวายพระ แล้วคนลักเอาของพระนั้นไปกิน นั่นน่ะของสงฆ์ เพราะเขาลักขโมย เขาตั้งใจเอาของที่เขาถวายพระมาเป็นของของตน นั่นแหละเป็นเปรต เป็นเปรตมันจะเป็นตรงนั้น เป็นเปรตมันจะเป็นของของสงฆ์ แล้วเราไปลัก เราไปหยิบฉวยโดยคณะสงฆ์เขาไม่ได้ให้

แล้วคณะสงฆ์เขาก็ไม่มีสิทธิ์ให้ ถ้าของนั้นเป็นครุภัณฑ์

มันมีครุภัณฑ์ เคหะภัณฑ์ ของครุภัณฑ์ ของหนัก เช่น ของในวัดที่แจกไม่ได้ มีด ค้อน สิ่ว อาสน์สงฆ์ นี้แจกไม่ได้ ของกิน ของใช้ แจกได้ ของแจกได้ให้สงฆ์แจก ของที่แจกไม่ได้ สงฆ์ฝืนแจก เป็นอาบัติ

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่บอกว่า เพราะโยมไปช่วยแม่ครัวเขาทำครัว แล้วทำครัวต้มน้ำขิง น้ำขิงนั้นได้ตักถวายพระส่วนหนึ่ง แล้วที่เหลือนี้

ทุกอย่างทำถวายพระหมดเลย แล้วแม่ครัวไม่ต้องกินอะไรเลยเนาะ หิ้วท้องอยู่อย่างนั้นน่ะ มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ของที่เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติหรอก

แล้วนี่พระพุทธเจ้าบัญญัติเองว่าของของสงฆ์ แล้วถ้าเป็นของสงฆ์ ให้หัวหน้าที่ฉลาดแบ่งปันกัน แบ่งปันว่า ให้มหาเถระ เถระ ให้พระ ให้สามเณร ให้คฤหัสถ์อยู่กินร่วมกัน

ของในวัดนี้เวลาผ่านจากมือพระไปแล้วเป็นของฆราวาสหมดเลย แล้วไม่ใช่ของฆราวาสที่นี่นะ มันจะเป็นของฆราวาสนอกวัดด้วย เราไปแจกหมดน่ะ

กรณีนี้เราเคยเจอทีหนึ่ง เราก็แจกขนมเด็กๆ มาตลอด แล้วพระที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็เรียกเอาพวกโยมเอาไปปั่นหัว

เขาบอกว่า โยมรู้ไหม วันหลังพระแจกของอย่าไปรับนะ ถ้ารับ โยมจะเป็นเปรต

แล้วโยมนั้นเขาก็มาบอกเรา เพราะตอนเช้าเราไปบิณฑบาต เราได้ขนมเราก็แจกเด็ก ญาติเขาบอกไม่ให้รับ เพราะพระเขาบอกว่าจะเป็นเปรต

เราก็บอกเขา ถ้าพวกที่รับของนี้จะเป็นเปรต พระสงบต้องเป็นเปรตก่อน เพราะพระสงบเป็นคนแจก

โยมได้ลักเขาหรือ โยมได้ลักของพระหรือเปล่า พระเขามาแจกให้โยมใช่ไหม เพราะพระแจกให้โยม มันเป็นของส่วนบุคคลไง มันเป็นของพระองค์นั้น พระองค์นั้นบิณฑบาตได้สิ่งใดมา

ใช่ พวกโยมทั่วไปเขาบอกว่า เขาถวายพระ เขาเอามาถวายพระ เขาไม่ได้ทำอาหารมาให้โยมกิน ทุกคนอยากถวายพระ

ก็พระรับแล้ว ก็พระตักใส่บาตรแล้ว แล้วที่เหลือเราก็ให้ทานเขาต่อไป

บางคนบอกว่าต้องถวายพระ

ใช่ มันเป็นภาพที่สวยงามไง มันเป็นประเพณีใช่ไหม ไปวัดไปวา แหม! ก็ต้องถวายพระหมดเลย พระก็ต้องเทศนาว่าการจบแล้วก็ฉัน ฉันเสร็จแล้วก็ให้พร ให้พรแล้ว สิ่งที่เหลือให้คนอื่นได้ทานได้ไง

แต่พระกรรมฐาน มันอยู่ที่เจตนา เจตนาที่ถูกต้องชอบธรรม แล้วที่ทำ ทำด้วยความถูกต้องชอบธรรม ไม่ต้องว่าให้การเยินยอสรรเสริญกันเฉพาะคณะสงฆ์

ในสังคมชาวพุทธไทยนี่บอกแปลกมาก อะไรๆ ก็ถวายพระๆ แล้วแม่ชีในวัด คนในวัดไม่มีจะกิน ทำกันอย่างไร

แต่หลวงตาท่านไปดูพวกป่าไม้ ท่านบอกพวกนี้พวกรักษาของชาติ ท่านยังเอาของไปแจกเลย เอาไปแจกหมดน่ะ

เอาไปแจก มันเป็นเจตนาที่ให้ทาน ไม่ใช่กิริยาการลัก การขโมย ถ้าเป็นกิริยาการลัก การขโมย แล้วถ้าเป็นการขโมย นั่นแหละใช่ นั่นแหละเปรต

ฉะนั้น สิ่งที่ว่า ได้ไปฟังพระองค์หนึ่งเขาเล่าว่า ญาติพระเจ้าพิมพิสาร

ถ้าญาติพระเจ้าพิมพิสาร เพราะสมัยพระเจ้าพิมพิสาร นั่นคือสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสาร คือต้องเป็นชาวพุทธในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หน้านั้น ถ้าพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หน้านั้น ถ้าเป็นพระที่ถูกต้องชอบธรรม กรณีอย่างนี้จะไม่เกิดขึ้น

ถ้ากรณีอย่างนี้เกิดขึ้น เพราะไปเจอพระที่ไม่รู้เรื่องธรรมและวินัยหนึ่ง หรือเป็นผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนหนึ่ง ไม่เข้าใจถึงสัจธรรม

ถ้าถึงสัจธรรมแล้ว ธรรมะเป็นธรรมดา ธรรมะเป็นสัจจะเป็นความจริง มันจะมีอะไรมาสูงมาต่ำ

แต่สิ่งที่ว่า ญาติพระเจ้าพิมพิสารไปทำอาหารที่วัด แล้วทานของของสงฆ์ก่อนถวายสงฆ์ แล้วต้องไปเกิดเป็นเปรต

การไปกินของของสงฆ์ก่อน หรือการไปลัก การขโมย แม้แต่เด็กหรือคนที่ไม่เข้าใจ สังคมไทยเป็นสังคมพระพุทธศาสนา วัดทุกวัดจะมีต้นไม้ มีของในวัด แล้วเวลาเด็กไปเที่ยวเล่นในวัดนั้นน่ะ เด็กมันไม่รู้เรื่องหรอก มันก็ไปเก็บไปใช้โดยธรรมชาติของมันน่ะ

แล้วพวกนี้ เวลาฟังเทศน์อย่างนี้แล้วปริวิตกมากเลยว่าตัวเองมีความผิดจะเป็นเปรตๆ เพราะมันไม่เข้าใจไง

ความทำโดยไม่เข้าใจ ไม่มีเจตนาลัก เจตนาขโมย แต่เพราะยังเด็ก ไร้วุฒิภาวะไง แต่โตขึ้นมาถ้าเราเข้าใจได้ นี่ไง ก็ทำผาติกรรมไง ถ้ามันไม่สบายใจ เราก็ทำผาติกรรมซะ สิ่งที่เราได้หยิบได้ต้องของสงฆ์ไป เราก็ขอถวายคืน ถ้าเรายังมีชีวิต เรายังมีความเข้าใจได้ มันก็ตัดความวิตกกังวลในใจออกไป ถ้าตัดความวิตกกังวลในใจออกไปก็จบไง

ใช่ เวลาสิ่งที่ฟังพระมาน่ะใช่ ถูก แต่มันถูกที่ว่าต้นเหตุ ต้นเหตุทำ ทำอย่างไร

แต่คำถามของโยม ต้นเหตุมันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะต้นเหตุแม่ครัวบอก แม่ครัวได้อำนาจมาจากใคร แม่ครัวได้อำนาจมาจากเจ้าอาวาสหรือไม่ แล้วเงินนั้นเป็นเงินสงฆ์ไหม ใช่ เงินสงฆ์

เงินสงฆ์ โครงการช่วยชาติฯ นี่เงินสงฆ์ ที่ว่าถวายสงฆ์ๆ ตอนหลังพระป่า สีละวันตัสสะ ถวายเฉพาะหลวงตา ถ้าเงินหลวงตา ก็คือกู้ชาตินี่ไง นี่ไง นี่เงินสงฆ์ไหม

ถ้าถวายเป็นของของสงฆ์ สงฆ์ไม่เบียดบัง ไม่เอาของกลาง ของสงฆ์มาเป็นของตน สมบัติสาธารณะ สาธารณูปโภค ไฟฟ้า ถนนหนทาง ของสาธารณะ ของกลาง ไม่ใช่ของใคร แต่ทุกคนก็ใช้ได้หมด เพราะไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของเรา เป็นของหน่วยราชการที่เขาจะดูแลรักษา

ของของสงฆ์ ของของสงฆ์ถวายสงฆ์ ถ้าสงฆ์ที่ฉลาด สงฆ์ที่เป็นธรรมกู้ชาตินะ กู้ประเทศชาติเลยล่ะเงินสงฆ์นี่

นี่ก็เหมือนกัน เขาบอกว่า สิ่งที่เหลือในหม้อที่เอามาทานกันเองนั้น ระหว่างวันนั้นก็ถือว่าเป็นของสงฆ์ เป็นเงินของสงฆ์ซื้อ

ใช่ เพราะเขาถวายสงฆ์ก็เป็นเงินสงฆ์ ก็สงฆ์ซื้อ แต่สงฆ์เขาเอามาใช้ เห็นไหม เวลาถวายปัจจัยกับภิกษุสงฆ์ ใบปวารณา ถ้าพระคุณเจ้าต้องการปัจจัย ๔ เหมาะสมกับสมณสารูป ให้เรียกเอาจากการกสงฆ์

ก็ของสงฆ์ไง ก็ของสงฆ์ก็ไปซื้อไง ซื้อมาก็มาใช้ในคณะสงฆ์ไง ในคณะสงฆ์ก็มีสงฆ์ มีแม่ครัว มีคฤหัสถ์ที่เข้ามาอาศัยในวัดไง ก็ใช้ร่วมกันไง ใช้ร่วมกันโดยความถูกต้องชอบธรรม ไม่ได้ใช้ด้วยการทุจริต ไม่ได้ใช้ด้วยการลัก การขโมย แต่นี่เอามาใช้จ่ายในสงฆ์

เวลาทำข้อวัตรไง กิจของสงฆ์ ๑๐ อย่าง กวาดลานเจดีย์ ล้างส้วม อย่างนี้กิจของสงฆ์ เวลาเงินของสงฆ์จะให้สงฆ์ใช้คนเดียว แล้วใครจะล้างส้วม โยมล้างส้วมทั้งนั้นน่ะ โยมล้างส้วมก็ต้องกินของสงฆ์ไง ก็กินของสงฆ์ สงฆ์ให้ใช้สอย มันผิดตรงไหน

สงฆ์มีสิทธิ์ให้ใช้สอย มันต้องเป็นหัวหน้าที่ฉลาด หัวหน้าที่ฉลาดมันเป็นความส่งเสริมกัน มันเป็นความดีงามทั้งสิ้น

ฉะนั้น เวลาที่ว่า คนที่เป็นเปรต คนที่เขาทำผิด ต้องดูก่อนว่าเขาเริ่มต้นอย่างใด ต้นมันผิด ถ้าต้นมันผิด มันก็จะผิดต่อเนื่องไป ถ้าต้นมันถูก มันจะผิดตรงไหน

เขาบอกนะ ต่อไปนี้จะไม่ไปวัดแล้วแหละ เพราะการไปวัดมันตกนรกง่ายมากเลย เลยกลัว จะไม่กล้าไปวัดเลย

ฉะนั้น ไปวัดก็นี่ไง เรื่องกาลามสูตร อย่าให้เชื่อใครทั้งสิ้น ไปวัดเราก็ดูเจ้าอาวาสก่อน ดูคณะสงฆ์ คณะสงฆ์เป็นธรรมไหม ถ้าคณะสงฆ์เป็นธรรม เราก็อยากไปอยู่ร่วมกับผู้ที่เป็นธรรม

คณะสงฆ์ที่เป็นกระพี้พอเนาะ คณะสงฆ์ที่เขาทำผิด เราจะไปร่วมกับเขาไหม เราจะยอมไปเป็นผิดกับเขาไหม เราก็ไม่อยากไปเป็นผิดกับเขา

ฉะนั้น เวลาไม่อยากไปวัดเลย

ใช่ ก็ให้ดูให้ดีก่อน วัดนั้นสมควรไหม

ถ้าหัวหน้าที่ฉลาดนะ มันเป็นความรื่นเริง มันเป็นความสุข มันเป็นความอบอุ่น

คนเราหาเงินหาทองมานะ เราใช้เงินทองเพื่อจะปลูกร่างสร้างวัดกันขึ้นมาให้เป็นคณะสงฆ์ อารามิกชน สงฆ์ผู้ที่เสียสละแล้วเขาจะประพฤติปฏิบัติของเขา เวลาปฏิบัติ เขาไม่มีบ้าน เขาไม่มีเรือน เขาไม่มีอาชีพ เขาไปอยู่ในที่อย่างนั้น

แล้วเราหาเงินหาทองกันนะ มาก่อสร้างร่วมกัน แล้วทำไมเราจะไปไม่ได้

แต่ถ้าเราไป เราก็ต้องไปเพื่อส่งเสริม ไปให้มันถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่ไปเป็นเจ้าแม่ อยากจะเป็นเจ้าแม่ เพราะมันเหนือสงฆ์ไง

ถ้ามันเป็นสงฆ์ เป็นที่รื่นเริงนะ มันไม่มีเจ้าแม่ มันไม่มีเจ้าแม่เพราะอะไร เพราะมันไม่มีกิเลสคันในใจไง กิเลสมันคัน มันอยากยิ่งใหญ่ แล้วเวลามันทำไปมันต่อเนื่องไปหมดเลย

ฉะนั้น ให้ดูที่หัวหน้า ถ้าหัวหน้าดีนะ ไม่มีลูบหน้าปะจมูก ถ้ามันผิดต้องไล่มันออกไป ไม่ให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ไม่ให้ผู้มาแสวงหาความถูกต้องชอบธรรมมาขวางหูขวางตา บาดหูบาดตา

นี่พูดถึงความเป็นอยู่ในวัดนะ แต่นี่เขาไม่ได้ถาม เขาถามเรื่องเปรต เขาไม่ได้ถามเจ้าแม่

แต่มันเป็นความถูกต้องชอบธรรมไง

ฉะนั้น สิ่งที่ว่าเวลาไปวัดไปวาแล้วมันน่ากลัว เพราะมันตกนรกได้ง่าย

ไอ้นั่นเขาพูดก็เป็นส่วนหนึ่ง มันเป็นข้อเท็จจริง เวลาธรรมะ ธรรมและวินัยเป็นแบบนั้น เวลาพระตกนรกๆ ปากขุมนรกนะ เหล็กเท่าลำตาลน่ะ เพราะผ้ากาสาวพัสตร์ ธงชัยพระอรหันต์ไม่ตกนรก ไปพาดอยู่ที่ปาก ปากหลุมนรกนั่นน่ะ จนเหล็กเท่าลำตาลนี่แอ่นเลย

ฉะนั้น เรากาลามสูตร อย่าเชื่อใครง่ายๆ ถ้าเชื่อก็เชื่อในพระไตรปิฎก ธรรมและวินัย ถ้าใครเคารพบูชาธรรมและวินัยไง

หลวงตาพระมหาบัวท่านสอน เหยียบหัวธรรมและเหยียบหัววินัย เหยียบหัวธรรม เหยียบหัววินัยคือฝ่าฝืนกฎธรรมและวินัยไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วแสดงธรรม เป็นบาปเป็นอกุศล

เคารพบูชาเทิดใส่ศีรษะไว้ ธรรมและวินัยเทิดใส่ศีรษะไว้ แล้วเราประพฤติปฏิบัติให้หัวใจเราเป็นธรรมขึ้นมาเพื่อความสุขความสงบในพระพุทธศาสนา เอวัง